|
Getting your Trinity Audio player ready...
|
“ชาวท่าปลา” เตรียมเฮ! สส.วารุจ เร่งติดตามเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 57 ปี เสียสละที่ดินอุดมสมบูรณ์ อพยพหนีน้ำเพื่อการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พ.ศ.2511 กับการรอคอยในการแก้ปัญหาที่ดินจาก นค.1 เป็น นค.3 และออกโฉนดที่ดินให้กับคนท่าปลา ผ่านร่างพระราชกฤษฏีกา จ่อเข้า ครม. เตรียมประกาศราชกิจจานุเบกษา ออกเป็นกฏหมายบังคับใช้




เมื่อเร็วๆนี้ นายวารุจ ศิริวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 2 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรชาวท่าปลา ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ราษฎรสละที่ดินเพื่อการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ จนทำให้ต้องย้ายไปอยู่ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ตั้งแต่ พ.ศ.2511 และได้รับผลกระทบจากแนวเขตที่ดินที่ไม่ชัดเจนกว่า 1,000 ราย ทับซ้อนกันระหว่างที่ดินนิคมฯ กับที่ดิน สปก. ที่ป่าสวนฯ ที่อุทยานณ จนทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากเอกสารสิทธิ์ที่ดิน นค.1 ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปเป็น นค.2 และ นค.3 ได้ เพื่อดำเนินการขั้นตอนออกเอกสารเป็นโฉนดที่ดินของตัวเอง จนเป็นปัญหาสะสมมานานถึง 57 ปีนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 หลังจากที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงไม่กี่เดือน
นายวารุจ กล่าวว่า เพื่อลงมาแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินให้กับพี่น้องชาวจังหวัดอุตรดิตถ์และช่วท่าปลา โดยเฉพาะเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน ที่ผ่านมามีคนพยายามวิ่งเต้นผลักดันในเรื่องนี้ ติดโน้นติดนี่ติดขั้นตอนต่างๆ ครั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงมาตรวจราชการที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และได้เร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ดินดังกล่าว ให้กับพี่น้องชาวอุตรดิตถ์และชาวท่าปลา ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไปแล้วเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผานมา โดยอนุมัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของที่ดิน สปก., กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้ดูแลรับผิดชอบหน่วยงานนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ป่าไม้และป่าอุทยานฯ, บูรณาการกันร่วมแก้ปัญหาที่ดินให้กับชาวบ้านอำเภอท่าปลา
“ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 จนถึงเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผานมา ได้มีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.) อีกครั้ง ซึ่งทางครม.ได้มีมติเกี่ยวกับเรื่องการปรับปรุงแผนที่ One Map เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดทำร่างพระกฤษฎีกา เกี่ยวกับเรื่องที่ดินทับซ้อนทั้งหมด ตอนนี้เรื่องจ่ออยู่ที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเตรียมที่จะเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่ออนุมัติและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์และอำเภอท่าปลา ได้อย่างเร่งด่วน” นายวารุจ กล่าว
นายวารุจ กล่าวด้วยว่า ขอขอบพระคุณ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ประธานการประชุมคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ครั้งที่ 2/2567 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยา กรดินของประเทศเข้าร่วมประชุมฯ ได้มอบนโยบายให้แก่ส่วนราชการดังนี้ 1) นโยบายการจัดที่ดินทำกินโดยให้มุ่งเน้นการพัฒนาอาชีพและรายได้ ให้มีความต่อเนื่องและเพียงพอ 2) ให้ควาสำคัญกับการปรับปรุงแผนที่ One Map 3) สร้างความสมดุลการใช้ประโยชน์ที่ดินกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 4) บูรณาการการทำงานและข้อมูลด้านที่ดิน และ 5) นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน โดยที่ประชุมมีการหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของราษฎร โดยมุ่งเน้นให้ราษฎรมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ เช่น การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของราษฎร กรณีพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ราษฎรสละที่ดินเพื่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ทำให้ต้องย้ายไปอยู่ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ตั้งแต่ พ.ศ.2511 แต่ได้รับผลกระทบจากแนวเขตที่ดินที่ไม่ชัดเจนกว่า 1,000 ราย ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐเป็นการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตราส่วน 1:4000 (One Map) และแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐ และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด โดยที่ประชุมมีการเห็นชอบเรื่องที่สำคัญ 4 เรื่องดังนี้ 1.แนวทางการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของราษฎร กรณีพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยอาศัยการตัดสินใจเชิงนโยบาย ประกอบกับสภาพการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ มาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ และแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่ อาจเกิดขึ้นกับประชาชนจากการดำเนินงานปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ(One Map)




นายวารุจ กล่าวอีกด้วยว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาตรวจราชการที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และบอกกล่าวกับชาวอำเภอท่าปลาด้วยตนเอง จากกรอบเดิมที่วางเอาไว้ 360 วัน ผนวกกรอบลงมาเหลือเพียงแค่ 180 วัน สิ่งต่างๆจึงเร็วขึ้นมาเรื่อยๆพี่น้องประชาชนชาวท่าปลาอดใจรออีกนิดหนึ่ง ทุกคนก็จะได้ในสิ่งที่คาดหวังเอาไว้ ซึ่งได้รอกันมานานแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฤษฎีกาของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทุกคนเตรียมเฮ! ได้ทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหน่วยงานที่ลงพื้นที่ประกอบด้วย 1.เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) 2.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) 3.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11(พิษณุโลก) 4.สำนักงานทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดอุตรดิตถ์ 5.สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ 6.ที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ 7.นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน 8.อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน 9.วนทุยานห้วยน้ำลี และ 10.ปกครองอำเภอท่าปลา พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่อำเภอท่าปลา 11.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลวังดิน อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมลงพื้นที่แก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐในนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำเนินการโดยการจัดทำ One Map (แผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000) เพื่อแก้ไขปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์. โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ราษฎรมีสิทธิในที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถนำเอกสารสิทธิไปใช้ในการออกโฉนดที่ดินได้กฎหมาย เป็นการสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ มีสิทธิในที่ดินทำกินอย่างชัดเจน สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากมีเอกสารสิทธิในที่ดินแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับพื้นที่ที่ได้รับการแก้ไขประกอบด้วย บริเวณที1 พื้นที่ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา นิคมฯ ทับซ้อนกับอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน เนื้อที่ 100 ไร่ ราษฎรทำประโยชน์ 7 ราย 10 แปลง, บริเวณที่2 ตำบลน้ำหมัน อำเภอท่าปลา นิคมฯ ทับซ้อนกับวนอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำลี เนื้อที่ 336 ไร่ เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ ไม่มีราษฎรทำประโยชน์, บริเวณที่3 ตำบลวังดิน อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ นิคมฯ ทับซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แบ่งเป็น 4 บริเวณย่อย 3.1 นิคมฯ ที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางร้อยละ 20 ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินฯ เนื้อที่ประมาณ 201 ไร่ 32 แปลง ให้ปรับเป็นเขตปฏิรูปที่ดินฯ, 3.2 นิคมฯ ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ออกเอกสาร ส.ป.ก.4-01 แล้ว เนื้อที่ 93 ไร่ 10 แปลง ให้ปรับเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน, 3.3 นิคมฯ ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ 65 ไร่ 12 แปลง ให้ปรับเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ยกเว้นแปลงที่อยู่ในเขตนิคมฯ เต็มแปลง 1 แปลง ให้คงเป็นพื้นที่นิคมฯ ) 3.4 พื้นที่ระหว่างพื้นที่นิคมสร้างตนเองและเขตปฏิรูปที่ดินฯ มีการประกาศแนวเขตไม่ติดกันเป็นพื้นที่ช่องว่าง ให้ปรับช่องว่างเป็นเขตปฏิรูปที่ดินฯ ยกเว้นแปลงที่ดินที่นิคมฯ ออก น.ค.3 ให้ปรับเป็นนิคม,
บริเวณที่4 เป็นเขตของนิคมลำน้ำน่าน(เดิม) นิคมฯ ที่เป็นป่าส่วนกลาง 20% และเป็นพื้นที่ปลูกป่า FOREST PLANTATION TARGET (FPT) ให้เป็นพื้นที่นิคมฯ ตามเดิม ไม่มีการปรับปรุงเส้นแนวเขต, บริเวณที5 ตำบล จริม อำเภอท่าปลา นิคมฯ จัดที่ดินให้ราษฎที่ได้รับผลกระพบจากการสร้างเชื่อนสิริกิติ์ อยู่นอกและคาบเกี่ยวพื้นที่เพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2560 (ตกสำรวจ) 39 แปลง ให้ปรับพื้นที่โดยเพิกถอนเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลำน้ำน่านฝั่งขวา เป็นพื้นที่นิคมฯ ให้ครอบคลุมที่ดินของราษฎรที่ตำสำรวจ 39 แปลง.


