|
Getting your Trinity Audio player ready...
|
“อุตรดิตถ์” เชิญนักท่องเที่ยวสายบุญ เที่ยวงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เที่ยว 3 วัด คราวเดียวกัน กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระคู่บ้านคู่เมืองลับแล วัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระยืนพุทธบาทยุคลและวัดพระนอนพุทธไสยาสน์ กราบ 3 ครั้ง ได้ไปสวรรค์ ชมขบวนแห่เครื่องนมัสการบูชาพระแท่นฯ ขบวนแห่เทิดพระเกียรติ ขบวนแห่ 3 วัฒนธรรมพื้นบ้าน สาวงาม 300 กว่าชีวิต รำบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ รำถวายความอาลัยพระพันปีหลวง ร่วมพิธีกวนพุทธาแขวนบาตรเอกลักษณ์ของงาน แคมเปญ “เที่ยวเติมบุญ หนุนบารมี ปีมะเมีย โดย 100 ท่านแรกพัก-เที่ยวงานนมัสการพระแท่นฯ รับขนมสแนกพื้นบ้านชุดเฒ่าแก่น้อย 1 ชุด เที่ยวชิม ช๊อป ตลาดนัดพื้นบ้าน ร้านค้าชุมชนกว่า 2,000 ร้านค้า เริ่ม 22 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2569 นี้




เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่บริเวณมณฑลพิธีหน้าวิหารหลวง วัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ พระวินัยสาทร เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ (ธ) เจ้าอาวาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ประธานฝ่ายฆราวาส และ นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ วัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณวัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง เชื่อมโยงไปถึงวัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระนอนพุทธไสยาสน์ เพื่อเป็นการสืบสานรักษาประเพณีการบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ ในวันเพ็ญเดือนสามของทุกปี นับเป็นการสืบทอดพระพุทธ ศาสนา และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน ชุมชนในจังหวัดอุตรดิตถ์
ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆมากมาย ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด นมัสการพระท่านศิลาอาสน์ เชื่อกันว่า หากได้มากราบไหว้ครบสามครั้ง จะได้ไปสวรรค์ เป็นพุทธบูชาที่สืบทอดกันมานานกว่า 100 ปี พิธีกวนพุทราแขวนบาตร เอกลักษณ์ของงาน โดยมีการนำพุทรากวนมาใส่บาตรพระ ตลาดนัดพื้นบ้าน มีร้านค้าชุมชน 2,000 กว่าร้านค้า ให้เลือก ชิม ช็อปใช้จับจ่ายซื้อของ เที่ยวชมพร้อมกราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมกันคราวเดียวถึงสามวัด ในพื้นที่เดียวกันคือ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระนอนพุทธไสยาสน์ นักท่องเที่ยวสายบุญสามารถเดินทางกราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลับแลได้ถึง 3 วัดในที่เดียวกัน
ทั้งนี้ ในวันเปิดงานที่ 22 มกราคม 2569 เชิญชวนนักท่องเที่ยวและสายบุญ ร่วมชมขบวนแห่เครื่องนมัสการบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ ขบวนแห่เทิดพระเกียรติ ขบวนแห่งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน 3 วัฒนธรรม ล้านนา ล้านช้างและไทยกลาง ชมสาวงาม 300 กว่าชีวิต กลุ่มสตรีแม่บ้าน อสม. นักเรียนนักศึกษา แต่งกายนุ่งซิ่นลับแล เสื้อแขนกระบอกสีขาว ห่มสไบสีดำ ร่ายรำบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ เต็มลานหน้าพระวิหารหลวง และบริเวณพื้นผิวทางขึ้นพระแท่นศิลาอาสน์ ด้วยบทเพลง “ยอหัตถาบูชาพระแท่นศิลาอาสน์” พร้อมรำถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยบทเพลง “อาลัยพระพันปีหลวง”
ปีนี้มีกิจกรรมกระตุ้นส่งเสริมการตลาด ภายใต้โครงการอุตรดิตถ์เที่ยวได้เท่ด้วย แคมเปญ “เที่ยวเติมบุญ หนุนบารมี ปีมะเมีย โดย 100 ท่านแรกที่มาพักในจังหวัดอุตรดิตถ์ และมาเที่ยวงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ จะได้รับขนมสแนกพื้นบ้านเป็นชุดเฒ่าแก่น้อย 1 ชุด ไปทานฟรี สำหรับพิธีเปิดงานเริ่มในวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น.



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ตั้งอยู่ที่บนเนินเขาเต่า หรือเขาทอง บ้านพระแท่น ติดกับวัดพระยืนพุทธบาทยุคล พระแท่นศิลาอาสน์เป็นพุทธเจดีย์ เช่นเดียวกับพระแท่นดงรัง เป็นที่เชื่อกันมาแต่โบราณว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งห้าพระองค์ในภัทรกัปนี้ ได้เสด็จและจะได้เสด็จมาประทับนั่งบนพระแท่นแห่งนี้ เพื่อเจริญภาวนา และได้ประทับยับยั้งในเวลาที่ตรัสรู้แล้ว เพื่อโปรดสัตว์ ซึ่งแสดงว่าพระแท่นศิลาอาสน์นี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ในพระพุทธศาสนามายาวนาน ตัวพระแท่นเป็นศิลาแลง มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ผืนผ้า ขนาดกว้าง 8 ฟุต ยาวประมาณ 10 ฟุต สูง 3 ฟุต ที่ฐานพระแท่นประดับด้วยลายกลีบบัวโดยรอบ มีพระมณฑป ศิลปะเชียงแสนครอบ อยู่ภายในพระวิหารวัดพระแท่นศิลาอาสน์
วัดพระแท่นศิลาอาสน์เป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดสร้าง และสร้างแต่เมื่อใด ในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏข้อความกล่าวถึงพระแท่นศิลาอาสน์ แต่เพิ่งมีปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์ได้เสด็จนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เมื่อปี พ.ศ. 2283 ได้แสดงว่าพระแท่นศิลาอาสน์ได้มีมาก่อนหน้านี้แล้ว จนเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง และทางราชการได้นำพระแท่นศิลาอาสน์ไปประดิษฐานไว้ในตราประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ แสดงถึงความศรัทธาเลื่อมใสและความสำคัญขององค์พระแท่นศิลาอาสน์ได้เป็นอย่างดี.




วัดพระยืนพุทธบาทยุคล ภายในมีมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทคู่ ประดิษฐานบนฐานดอกบัวสูงประมาณ 1.5 เมตร ประทับยืนศิลาแลง (ศิลปะเชียงแสน) และยังมีพระพุทธรูปนามว่า “หลวงพ่อพุทธรังสี” หล่อด้วยเนื้อสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย เดิมประดิษฐานอยู่ในมณฑปมีปูนพอกหุ้มไว้ทั้งองค์ ต่อมาได้กระเทาะปูนออกและนำไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถที่สร้างใหม่ มีเจดีย์โบราณ 3 องค์เรียงกันด้านหลังมณฑป ความเก่าแก่ของวัดคู่กับวัดพระแท่นศิลาอาสน์
วัดพระนอนพุทธไสยาสน์ตั้งอยู่บนเนินเขาเช่นเดียวกับวัดพระยืนพุทธบาทยุคลและวัดพระแท่นศิลาอาสน์อยู่ฝั่งตรงข้ามกับทั้งสองวัดดังกล่าว สิ่งสำคัญภายในวัดคือ พระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ แต่เดิมประดิษฐานไว้ในพระมณฑป แต่ ปัจจุบันอยู่อาคารที่ทาง วัดจัดสร้างขึ้นเพื่อป้องกันดูแลรักษาเป็นพิเศษ
พระนอนพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถนอนตะแ คงขวา พระบาททั้งสองข้างซ้อนทับเสมอกัน พระหัตถ์ซ้ายทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาตั้งขึ้นรับพระเศียรและมีพระเขนย (หมอน) รองรับบางแบบพระเขนย วางอยู่ใต้พระกัจฉะ (รักแร้)
“ คติการสร้างพระสี่ อิริยบถเป็นพระพุทธศาสนสถานนั้นเป็นสิ่งที่นิยมกระทำอย่างมากในสมัยสุโขทัยโดยเฉพาะรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 พญาลิไท ดังจะปรากฏตามเมืองโบราณต่างๆ ของแคว้นสุโขทัยในยุคหลังที่จะ นิยมสร้างพระสี่อิริยาบถเป็นอย่างมาก ได้แก่ ยืนเดิน นั่ง นอน ซึ่ง โดยมากมักสร้างรวมกันในจุดใดจุดหนึ่ง เช่น มณฑป แต่ที่เมืองทุ่งยั้งนับว่ามีความพิเศษเป็นอย่างมากที่คติพระสี่อิริยาบถ สร้างหนึ่งอิริยาบถเป็นหนึ่งพระอาราม และประดิษฐานไว้บนที่สูง คือ บนเนินเขาทั่ง 3 แห่ง ในบริเวณใกล้ๆ กัน กล่าวคือ อิริยาบถ นั่ง ได้แก่ พระแท่นในวัดพระแท่นศิลาอาสน์ อิริยาบถนอน ก็ได้แก่วัด พระนอนไสยาสน์ แห่งนี้นี่เอง การสถาปนาพระสี่อิริยาบถไว้บนเนินเขาทั้ง 3 ลูก ในเมืองทุ่งยั้งแห่งนี้ นับเป็นการสร้างศูนย์ความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยโดยพระมหากษัตริย์เทียบในทำนองเดียวกันกับการสถาปนารอยพระพุทธบาทบนเนินเขาไว้ตามเมืองต่างๆ ในเขตแคว้นสุโขทัยเดิม”